แชร์

รู้หรือไม่ น้องแมวท้องเสีย อาจอันตรายกว่าที่คิด

อัพเดทล่าสุด: 16 ก.ค. 2024

โรคท้องเสียจากไวรัสโรต้าเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในแมว โดยเฉพาะในลูกแมวหรือแมวที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ไวรัสโรต้าสามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที อาจส่งผลให้เกิดการขาดน้ำและมีความเสี่ยงถึงชีวิตได้ มาทำความรู้จักกับโรคนี้กันอย่างละเอียด พร้อมวิธีป้องกันและดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้เจ้าเหมียวของเราแข็งแรงและมีความสุขตลอดไป

 

ไวรัสโรต้าคืออะไร?

ไวรัสโรต้า (Rotavirus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคท้องเสียในสัตว์หลายชนิด รวมถึงแมวด้วย โดยเฉพาะลูกแมวที่มีอายุน้อยกว่า 3 เดือน มักจะมีความเสี่ยงสูงที่สุด เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงพอ 

 

สาเหตุของโรคท้องเสียจากไวรัสโรต้า

ไวรัสโรต้า (Rotavirus) เป็นไวรัสที่มีขนาดเล็กและมีเปลือกหุ้มด้วยโปรตีนซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคท้องเสียในแมว ไวรัสนี้สามารถติดเชื้อในลำไส้เล็กและทำลายเยื่อบุผนังลำไส้ ทำให้เกิดการอักเสบและท้องเสีย ไวรัสโรต้าสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายผ่านทางอุจจาระของแมวที่ติดเชื้อและการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนไวรัส
 

อาการของโรคท้องเสียจากไวรัสโรต้าในแมว

อาการของโรคท้องเสียจากไวรัสโรต้าในแมวมีหลายระดับ ตั้งแต่ท้องเสียเล็กน้อยไปจนถึงท้องเสียรุนแรง โดยอาการที่พบบ่อยได้แก่:

  • ท้องเสีย: อุจจาระของแมวจะมีลักษณะเหลวหรือเป็นน้ำ และอาจมีเลือดหรือเมือกปน
  • การอาเจียน: แมวอาจมีการอาเจียนร่วมด้วย
  • ขาดน้ำ: แมวที่ท้องเสียอย่างรุนแรงจะสูญเสียน้ำมาก ทำให้เกิดการขาดน้ำ
  • เบื่ออาหาร: แมวอาจไม่สนใจอาหารและกินอาหารน้อยลง
  • ซึมเศร้า: แมวที่ติดเชื้อไวรัสโรต้าอาจมีพฤติกรรมซึมเศร้า ไม่กระตือรือร้น

 

อาการเหล่านี้อาจรุนแรงมากในลูกแมว และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 

การติดต่อและการแพร่กระจายของโรค

ไวรัสโรต้าสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางอุจจาระของแมวที่ติดเชื้อ โดยการสัมผัสโดยตรงหรือการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น กล่องทราย อาหาร หรือน้ำ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านทางการสัมผัสกับสัตว์อื่นที่ติดเชื้อได้อีกด้วย

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคท้องเสียจากไวรัสโรต้าในแมวนั้น สัตวแพทย์จะพิจารณาจากอาการทางคลินิก ประวัติการสัมผัสเชื้อ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งอาจรวมถึง:
  • การตรวจอุจจาระเพื่อหาเชื้อไวรัสโรต้า
  • การตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับการขาดน้ำและความผิดปกติของอิเล็กโทรไลต์
  • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องเพื่อประเมินสภาพของลำไส้


การรักษา

การรักษาโรคท้องเสียจากไวรัสโรต้าในแมวนั้น มักเป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะเจาะจง การรักษาหลักๆ ประกอบด้วย:

  • การให้สารน้ำทดแทน: เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของโรคนี้
  • การให้ยาลดการอาเจียน: เพื่อควบคุมอาการคลื่นไส้และอาเจียน
  • การให้ยาปฏิชีวนะ: ในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • การให้อาหารที่ย่อยง่ายและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง: เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินอาหารฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • การดูแลประคับประคองอื่นๆ: เช่น การให้ความอบอุ่น การทำความสะอาดบริเวณก้นเพื่อป้องกันการระคายเคือง


การป้องกัน

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างสุขอนามัยที่ดีและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ดังนี้:

  1. ให้วัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ตามกำหนด เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโดยรวม
  2. รักษาความสะอาดของบ้านและพื้นที่อยู่อาศัยของแมว โดยเฉพาะกล่องทราย
  3. แยกแมวป่วยออกจากแมวตัวอื่น
  4. ล้างมือให้สะอาดหลังจากสัมผัสแมว โดยเฉพาะหลังทำความสะอาดกล่องทราย
  5. จัดอาหารที่มีคุณภาพและน้ำสะอาดให้แมวอย่างเพียงพอ
  6. หลีกเลี่ยงการนำแมวไปในที่ที่มีแมวจำนวนมาก เช่น งานแสดงแมว หากไม่จำเป็น

นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคท้องเสียจากไวรัสโรต้าสำหรับแมวด้วย แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก คุณสามารถปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการให้วัคซีนนี้แก่แมวของคุณได้

 

บทสรุป

โรคท้องเสียจากไวรัสโรต้าในแมวเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาได้ หากเราใส่ใจดูแลเจ้าเหมียวอย่างถูกต้องและเหมาะสม การสร้างสุขอนามัยที่ดี การสังเกตอาการผิดปกติ และการพาไปพบสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้แมวของเรามีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขไปด้วยกันกับเราได้อย่างยาวนาน

 

อ้างอิง:
  • American Veterinary Medical Association. (2023). Rotavirus Infection in Cats. Retrieved from avma.org
  • Cornell University College of Veterinary Medicine. (2023). Rotavirus. Retrieved from vet.cornell.edu
  • Merck Veterinary Manual. (2023). Rotaviral Enteritis in Cats. Retrieved from merckvetmanual.com

บทความที่เกี่ยวข้อง
เคล็ด(ไม่)ลับดูแลน้องแมวหลัง Grooming ให้ขนนุ่มสุขภาพดี
หลังจากการ Grooming หรือการอาบน้ำแมวเสร็จเรียบร้อย การดูแลต่อเนื่องที่บ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะช่วยให้น้องแมวสบายตัว สุขภาพขนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาดูเคล็ดลับง่ายๆ ที่เจ้าของแมวควรรู้ไว้กันค่ะ
25 มิ.ย. 2025
อาบน้ำแมวครั้งแรก เมื่อไหร่ถึงปลอดภัยต่อน้องแมว
"อาบน้ำแมวครั้งแรก" เมื่อไหร่ดี? ระหว่าง 3 เดือน VS 4 เดือน (ฉบับเจาะลึก)
18 มิ.ย. 2025
“แมวต้องอาบน้ำบ่อยแค่ไหนถึงดี? คำตอบที่เจ้าของแมวควรรู้ ก่อนสายเกินไป!”
หลายคนเข้าใจว่าแมวไม่ต้องอาบน้ำ เพราะแมวเป็นสัตว์ที่ดูแลตัวเองเก่ง แต่รู้ไหมว่า... นี่คือความเข้าใจผิดที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวหนัง และระบบหายใจของน้องแบบไม่รู้ตัว!
12 ก.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy